fbpx
02-374-8866 info@holidaylifetravel.com

เข้าระบบ

สร้างบัญชีผู้ใช้

หลังจากสร้างบัญชีผู้ใช้, คุณสามารถติดตามสถานะการชำระเงิน, สถานะการยืนยันเดินทาง และการให้เรทติ่ง หลังจากท่านจบทริปนี้แล้ว.
ยูสเซอร์เนม*
Password*
ยืนยันรหัสผ่าน*
ชื่อ*
นามสกุล*
อีเมล์*
โทรศัพท์*
ประเทศ*
* การสร้างบัญชี คุณได้ยอมรับ เงื่นไขข้อตกลงการใช้งาน และ นโยบายความเป็นส่วนตัว แล้ว.

เป็นสมาชิกแล้วใช่ไหม?

เข้าระบบ
02-374-8866 info@holidaylifetravel.com

เข้าระบบ

สร้างบัญชีผู้ใช้

หลังจากสร้างบัญชีผู้ใช้, คุณสามารถติดตามสถานะการชำระเงิน, สถานะการยืนยันเดินทาง และการให้เรทติ่ง หลังจากท่านจบทริปนี้แล้ว.
ยูสเซอร์เนม*
Password*
ยืนยันรหัสผ่าน*
ชื่อ*
นามสกุล*
อีเมล์*
โทรศัพท์*
ประเทศ*
* การสร้างบัญชี คุณได้ยอมรับ เงื่นไขข้อตกลงการใช้งาน และ นโยบายความเป็นส่วนตัว แล้ว.

เป็นสมาชิกแล้วใช่ไหม?

เข้าระบบ

หนังสือเดินทาง หรือพาสปอร์ต ทำได้ง่ายๆ

หนังสือเดินทาง หรือพาสปอร์ต ทำได้ง่ายๆ คือ การทำเอกสารสำคัญที่จะแสดงรายละเอียดของบุคคล  ผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศโดยจะระบุ ชื่อผู้เดินทาง  ลายมือชื่อ  รูปถ่าย  อายุ  สัญชาติ  ศาสนา  อาชีพ  เลขที่บัตรประชาชน เลขที่หนังสือเดินทาง วันออกหนังสือ วันหมดอายุ เป็นต้น  ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางไปต่างประเทศ  และเป็นเอกสารสำคัญที่จะใช้เป็นหลักฐาน เปรียบเสมือนบัตรประจำตัวประชาชนเมื่อเราอยู่นอกราชอาณาจักรนั่นเอง ซึ่งเอกสารจะที่บันทึกจะเป็นภาษาอังกฤษซึ่งถือว่าเป็นภาษาสากลทั่วโลกใช้กัน เพื่อบงบอกได้ว่าบุคคลคนนั้นมาจากไหน และเป็นเอกสารที่จะนำไปใช้เพื่อขอหนังสือตรวจลงตรา (Visa) เข้าประเทศต่าง ๆ โดยกรมการกงสุลกระทรวงการต่างประเทศ  จะเป็นผู้มีอำนาจในการออกหนังสือเดินทางดังกล่าว โดยแบ่งประเภทของหนังสือเดินทางออกเป็น 4 ประเภท  ดังนี้ 

ประเภทของ หนังสือเดินทาง สำหรับคนไทย

  1. หนังสือเดินทางทูต (Diplomatic)               เล่ม D
  2. หนังสือเดินทางราชการ (Official Passport) เล่ม F
  3. หนังสือเดินทางยกเว้นค่าธรรมเนียม (Gratis) เล่ม G
  4. หนังสือเดินทาง (Passport)                     เล่ม Y

โดยมีรายละเอียดของแต่ละประเภท หนังสือเดินทาง ดังนี้

  1. หนังสือเดินทางทูต (Diplomatic) เล่มสีแดงสด หนังสือเดินทางทูต (Diplomatic) เป็นหนังสือเดินทางสำหรับนักการทูต  และข้าราชการการเมือง  เพื่อเดินทางไปราชการต่างประเทศเท่านั้น
  2. หนังสือเดินทางราชการ (Official Passport) เล่มสีน้ำเงิน หนังสือเดินทางราชการ (Official Passport) เป็นหนังสือเดินทางสำหรับข้าราชการเพื่อเดินทางไปราชการนั้นๆ
  3. หนังสือเดินทางยกเว้นค่าธรรมเนียม (Gratis) เล่มสีน้ำตาล หนังสือเดินทางยกเว้นค่าธรรมเนียม (Gratis) เป็นหนังสือเดินทางสำหรับข้าราชการเกษียณอายุ  พนักงานของรัฐ  และข้าราชการที่จะเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศโดยทุนส่วนตัว (ทุนประเภท 2) หรือไปฝึกอบรมในหลักสูตรต่างๆ
  4. หนังสือเดินทาง (Passport) เล่มสีเลือดหมู หนังสือเดินทาง (Passport) เป็นหนังสือเดินทางสำหรับประชาชนทั่วไป  หรือข้าราชการ / พนักงานของรัฐ  สามารถใช้ในกรณีที่เดินทางไปต่างประเทศด้วยกิจธุระส่วนตัว

ประวัติความเป็นมาของหนังสือเดินทางไทย

จากการค้นประวัติดูว่าหนังสือเดินทาง ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยนั้นมีมาเมื่อไหร่ ก็พบว่า เริ่มมีหลักฐานและข้อมูลในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เริ่มมีการออกเอกสารที่มีรูปแบบเพื่อใช้ในการเดินทางสำหรับคนไทยโดยออกเป็นหนังสือราชการที่เขียนด้วยลายมือ มีการกำหนดตราประทับคือตราพระคชสีห์น้อย ตราพระราชสีห์น้อย หรือตราสุครีพซึ่งเป็นรูปแบบที่แน่นอนบนเอกสาร มีกำหนดอายุ 1 ปี ในระยะเริ่มแรกเอกสารเดินทางที่ทางราชการออกให้จะใช้ในข้ามเขต เมือง มณฑลภายในประเทศ ซึ่งยังไม่มีเอกสารที่ใช้สำหรับเดินทางไปต่างประเทศ

ในเวลาต่อมาซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของหนังสือเดินทางประเทศไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยทางราชการสยาม (ราชการไทยในปัจจุบัน) ได้มีการกำหนดกฎเกณฑ์ว่าด้วยการเดินทางออกนอกพระราชอาณาเขต (ประเทศ) โดยกำหนดให้คนสยาม (พลเมืองไทย) ที่จะเดินทางไปเมืองต่างประเทศต้องมีจดหมายหรือหนังสือเดินทางสำหรับตัวทุกคนจากเจ้าเมือง หลังจากนั้นได้มีการปรับเปลี่ยนให้ใช้หนังสือเดินทางไปต่างประเทศในลักษณะเป็นหนังสือเดินทางที่พิมพ์ด้วยภาษาฝรั่งเศส 2 หน้า โดยหน้าแรกเป็นหนังสือราชการที่มีข้อความขออำนวยความสะดวกในการเดินทางให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทาง ส่วนหน้าสองแสดงรายละเอียดข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ถือหนังสือเดินทาง ซึ่งประกอบด้วยรูปถ่าย อายุ ความสูง สีผม ตา ใบหน้า ตำหนิ และลายมือชื่อผู้ถือหนังสือเดินทาง และมีอายุการใช้งาน 1 ปีเท่านั้น

ในสมัยนั้นหนังสือเดินทางเรียกกันว่าเอกสารเดินทางประเภทตราเดินทาง เพื่อใช้เป็นหนังสือแสดงตัวสำหรับเดินทางไปในหัวเมือง ตามคำร้องขอของสถานทูตหรือสถานกงสุลต่างประเทศในไทย หรือเป็นการออกให้แก่คนต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย โดยมีการสลักท้องตราประทานหรือตราเดินทางลงในเอกสารเดินทาง ผู้มีอำนาจในการออกหนังสืออาจจะเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหลายระดับ ผู้ว่าราชการเมือง กรมการจังหวัด กระทรวงมหาดไทย หรือแม้แต่กำนัน ซึ่งไม่ได้มีการกำหนดว่าเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดแน่นอน แต่ต้องได้รับคำสั่งจากเจ้าเมืองก่อน แต่ในสมัยนั้นชาวเมืองยังไม่ได้เห็นความสำคัญกับหนังสือเดินทางมากนัก เพราะยังไม่มีการตรวจลงตรา (visa) หรือละเลยที่จะตรวจลงตราทั้งในประเทศไทย และในต่างประเทศ ทำให้เกิดปัญหาขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ต่อมาหนังสือเดินทางจึงเริ่มมีการพัฒนาโดยเป็นมาตรฐานสากลมากขึ้นตามลำดับดังนี้นั่นเอง

Time line วิวัฒนาการของการออกหนังสือเดินทางของไทย

  • ในปีพ.ศ. 2460 รัฐบาลในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ได้มีการออก “ประกาศว่าด้วยผู้เดินทางไปนอกพระราชอาณาเขตร์ให้มีหนังสือเดินทาง” เมื่อวันที่ 17 กันยายน[2] เป็นการกำหนดกฎเกณฑ์อย่างเป็นทางการสำหรับผู้เดินทางออกนอกประเทศเพื่อลดปัญหาผู้เดินทางมักจะไม่มีหนังสือเดินทาง หรือตราเดินทาง (visa) ทำให้ถูกกักกันไม่ให้เข้าประเทศ ถูกจับกุมกักขังหรือถูกส่งกลับประเทศอันเนื่องมาจากในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 รัฐบาลในประเทศต่างๆ เริ่มมีการตรวจตราหนังสือเดินทางของคนต่างชาติอย่างเข้มงวด โดยมีการลงในราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 23 กันยายน
  • ในปีพ.ศ. 2463 ได้มีการเรียกร้องให้ใช้รูปแบบหนังสือเดินทางให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเป็นผลพวงจากการประชุมขององค์การสันนิบาตชาติเกี่ยวกับหนังสือเดินทางที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส รัฐบาลไทยในสมัยนั้นได้เข้าร่วมประชุมและลงนามรับรองข้อมติของที่ประชุมดังกล่าว
  • ในปีพ.ศ. 2470 รัฐบาลไทยได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคนเข้าเมืองฉบับแรกของไทยในวันที่ 1 กรกฎาคม อันเนื่องมาจากข้อตกลงในมติในที่ประชุมขององค์การสันนิบาติชาติเกี่ยวกับหนังสือเดินทางในปีพ.ศ. 2463 ทำให้เริ่มมีการปรับปรุงรูปแบบของหนังสือเดินทางใหม่ให้เป็นรูปเล่ม
  • ในปีพ.ศ. 2482 มีการผลิตหนังสือเดินทางเป็นรูปเล่มปกแข็งมีขนาดใหญ่กว่าที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ภายในเล่มข้อมูลใช้ภาษาไทยและภาษาฝรั่งเศสควบคู่กัน มีการติดรูปถ่ายผู้ถือหนังสือเดินทางพร้อมลายมือชื่อ หนังสือเดินทางมีจำนวน 32 หน้าโดยในสมัยนั้นมีแผนกหนังสือเดินทาง กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบดูแล แต่ไม่สามารถออกหนังสือเดินทางหรือต่ออายุนอกพระราชอาณาเขตสยาม (ประเทศไทยในปัจจุบัน) ได้ หนังสือเดินทางมีอายุเพียง 2 ปี แม้กระนั้นเมื่อหมดอายุสามารถต่ออายุได้ 1-2 ปีแต่เมื่อรวมแล้วต้องไม่เกิน 4 ปี โดยหนังสือเดินทางใช้ได้เฉพาะการเดินทางไปยังประเทศที่ระบุไว้ในหนังสือเดินทางเท่านั้นแต่สามารถสลักเพิ่มเติมได้ในภายหลัง ค่าธรรมเนียมฉบับละ 12 บาทสำหรับออกเล่มใหม่ ส่วนการต่ออายุปีละ 6 บาท หลังจากนั้นก็มีการเปลี่ยงแปลงเล็กน้อยในส่วนของสี ตราครุฑบนปกนอก และลักษณะการจัดวางข้อมูลภายใน
  • ในปีพ.ศ. 2520 มีการเปลี่ยนแปลงรายการข้อมูลผู้ถือหนังสือเดินทางจากที่เคยใช้ภาษาไทยและภาษาฝรั่งเศส เปลี่ยนมาเป็นข้อมูลภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
  • ในปีพ.ศ. 2536 มีการพัฒนาในการพิมพ์รูปผู้ถือหนังสือเดินทางลงในหนังสือเดินทางด้วยระบบดิจิตอลแทนการติดรูปลงในหนังสือเดินทางโดยใช้ระบบ Digital Passport System (DPS) ทำให้อ่านได้ด้วยเครื่องอ่านหนังสือเดินทาง (Machine Readable Passport)

หนังสือเดินทางไทยอิเล็กทรอนิกส์หน้าแรกรูปหัวเรือสุพรรณหงส์ ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงทำให้ยากแก่การปลอมแปลง

  • ในปีพ.ศ. 2538 เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) จึงมีการเปลี่ยนแปลงหนังสือเดินทางให้ข้อมูลอยู่ในหน้าเดียว
  • ในปีพ.ศ. 2543 ระบบการทำหนังสือเดินทางเริ่มเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยเพื่อเรียกใช้ข้อมูลทะเบียนราษฎรผ่านทางคอมพิวเตอร์ทำให้ผู้ขอหนังสือเดินทางใช้หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนยื่นขอหนังสือเดินทาง นอกจากนั้นยังมีการพัฒนาระบบการผลิตหนังสือเดินทางโดยนำเทคโนโลยีการถ่ายรูป การบันทึกข้อมูล และการพิมพ์ข้อมูลลงในเล่มโดยตรง ทั้งสองระบบนี้สามารถช่วยย่นเวลาการผลิตหนังสือเดินทางได้เป็นอย่างมากทำให้สามารถผลิตหนังสือเดินทางได้ภายในเวลา 3 วันทำการ
  • ในปีพ.ศ. 2545 มีการปรับปรุงรูปแบบและเล่มหนังสือเดินทางให้ได้มาตรฐานมากขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงแบบเดียวกับการพิมพ์ธนบัตร ทำให้มีคุณลักษณะป้องกันการปลอมแปลงที่เพิ่มขึ้น คุณลักษณะนี้อาจจะไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า จำเป็นต้องใช้เครื่องมือเฉพาะในการตรวจสอบ และคุณลักษณะบางอย่างที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็มีการแฝงไว้อย่างแนบเนียน นอกจากนี้ในขั้นตอนการผลิตเล่มหนังสือเดินทางจะผลิตขึ้นด้วยกรรมวิธีและสารเคมีที่ไม่สามารถหาได้ทั่วไป ทำให้ยากต่อการปลอมแปลง และมีความปลอดภัยสูง
  • ในปีพ.ศ. 2548 เริ่มมีการนำหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นประเทศแรกในทวีปเอเชีย[ต้องการอ้างอิง] โดยมีการบันทึกข้อมูลทางชีวภาพของผู้ถือหนังสือเดินทาง มีการฝังไมโครชิปที่เป็นมาตรฐานขององค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) มีการเพิ่มจำนวนหน้าเป็น 50 หน้า
  • ในปี พ.ศ. 2561 มีการวางแผนเปลี่ยนอายุพาสปอร์ตจากเดิม 5 ปีเป็น 10 ปี รวมถึงลดระยะเวลาการรับคำร้องทำหนังสือจากเดิม 20 นาที เหลือเพียง 12 นาที และยกระดับการเก็บข้อมูลชีวมาตรให้มีการเก็บข้อมูลม่านตา จากเดิมที่ใช้เพียงใบหน้าและลายนิ้วมือเท่านั้น โดยเริ่มต้นใช้งานกลางปี พ.ศ. 2562

ขั้นตอนในการขอหนังสือเดินทางราชการ

สำหรับผู้ที่เป็นข้าราชการ ที่ต้องเดินทางไปติดต่อราชการนะครับ

หนังสือเดินทาง ข้าราชการไทย
หนังสือเดินทาง ข้าราชการไทย จะมีปกเป็นสีน้ำเงินเข็ม มีอายุใช้งานไม่เหมือนกันทุกคน ขึ้นอยู่กับการอนุมัติของหน่วยงาน
  1. ได้รับหนังสือตอบรับ/ หนังสือเชิญเพื่อไปปฏิบัติราชการ ณ ต่างประเทศ จากหน่วยงานหรือสถาบันต่างประเทศ ที่ผู้เดินทางกำหนดเยือน
  2. เสนอเรื่องขออนุมัติการเดินทางไปราชการต่างประเทศ (โดยแจ้งผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทาง หากเป็นกรณีศึกษาต่อให้แจ้งแหล่งทุนที่ได้รับ) ผ่านหน่วยงานต้นสังกัดไปยังอธิการบดี ดังนี้
    • กรณีเดินทางไปศึกษาต่อ / ฝึกอบรม / ทำวิจัยให้ผ่านเรื่องจากต้นสังกัดไปยังงาน การเจ้าหน้าที่ กองกลาง สำนักงานอธิการบดี
    • กรณีเดินทางไปประชุม / สัมมนา / ศึกษาดูงาน ให้ผ่านเรื่องจากต้นสังกัดไปยัง งานวิเทศสัมพันธ์ กองบริการการศึกษา สำนักงานอธิการบดี

ขั้นตอนการทำหนังสือเดินทางของบุคคลทั่วไป

สำหรับเราๆ ทุกท่านที่เป็นบุคคลธรรมดาทั่วไป หรือเป็นข้าราชการ ก็สามารถขอทำพาสปอร์ตทั่วไปนะครับ เพราะไม่จำกัดไว้เฉพาะเดินทางไปราชการ เอาไว้ใช้เดินทางส่วนตัว ไปท่องเที่ยวกับครอบครัว หรือไปในเรื่องใดๆก็ได้นะครับ

หนังสือเดินทาง คนไทยทั่วไป
หนังสือเดินทาง คนไทยทั่วไป ปัจจุบันเป็นอิเลคทรอนิค ปกสีแดงเข้ม มีอายุใช้งาน 5 ปี

ข้อควรปฏิบัติในวันมายื่นคำร้อง
โปรดนำเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาแสดงให้ครบถ้วน โดยเฉพาะการยื่นคำร้องกรณีผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปี และ ผู้เยาว์อายุ 15 ปีขึ้นไปแต่ยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ ทั้งนี้ หากเอกสารที่นำมาแสดงไม่ครบถ้วน ท่านจะต้องนำเอกสารดังกล่าวมาแสดงเพิ่มเติมในวันรับเล่ม ซึ่งจะทำให้การรับเล่มล่าช้า เนื่องจากต้องใช้เวลาในการบันทึกข้อมูลเอกสารที่นำมาแสดงเพิ่มเติมลงในระบบให้ครบถ้วน

ขั้นตอนการยื่นขอหนังสือเดินทางใหม่

เตรียมตัวก่อนไปถึงรู้ขั้นตอนก่อนเลย จะได้ไม่เสียเวลา แต่บอกก่อนเลยว่า เดี๋ยวนี้ขั้นตอนการทำรวดเร็วทันใจมาก ผมเคยจับเวลาไปทำครั้งล่าสุด ไม่มีคิวเยอะ 10 นาทีเสร็จ …. สุดยอดจริงๆ

    1. รับบัตรคิว
    2. ยื่นบัตรประจำตัวประชาชนที่มีเลข 13 หลัก(หากไม่มีเลข 13 หลัก ต้องนำสำเนาทะเบียนบ้านมาแสดง) พร้อมเอกสารหลักฐานอื่น ๆที่จำเป็น อาทิ หากเปลี่ยนชื่อสกุล ต้องมีหลักฐานการเปลี่ยนชื่อ นามสกุล ทะเบียนสมรส ฯลฯ มาแสดง เพื่อตรวจสอบข้อมูล
    3. ข้อมูลชีวภาพ (วัดส่วนสูง เก็บลายพิมพ์นิ้วมือนิ้วชี้ซ้ายและนิ้วชี้ขวาด้วยเครื่องสแกนเนอร์ และถ่ายรูปใบหน้า )
    4. แจ้งความประสงค์หากต้องการขอรับเล่มทางไปรษณีย์
    5. ชำระค่าธรรมเนียม 1,000 บาท (และค่าส่งไปรษณีย์40 บาทหากประสงค์ให้จัดส่งทางไปรษณีย์) รับใบเสร็จรับเงิน และรับใบนัดรับเล่ม

ท่านจะได้รับหนังสือเดินทาง ดังนี้

    1. หากยื่นที่กรมการกงสุล ผู้ร้องสามารถรับหนังสือเดินทางได้ 2 วันทำการไม่นับวันยื่นคำร้อง
    2. หากรับทางไปรษณีย์จะได้รับใน 5 วันทำการ
    3. หากยื่นที่สำนักงานสาขาในกรุงเทพฯ (ปิ่นเกล้าและบางนา) ผู้ร้องจะได้รับเล่มภายใน 2 วันทำการไม่นับวันยื่นคำร้อง
    4. หากรับทางไปรษณีย์จะได้รับใน 5 วันทำการ กรณียื่นคำร้องที่สำนักงานสาขาในต่างจังหวัดและขอให้จัดส่งทางไปรษณีย์ผู้ร้อง (ในเขตเมือง) จะได้รับหนังสือเดินทางภายใน 5 วันทำการ
    5. โดยที่กระทรวงฯ ได้ติดตั้งเครื่องอ่านหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์จำลองเพื่อผู้ร้องสามารถทดสอบการผ่านเข้า-ออกท่าอากาศยานโดยอัตโนมัติไว้ 1 เครื่อง ที่กรมการกงสุล ดังนั้นจึงแนะนำให้ผู้ขอหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์มารับเล่มด้วยตนเอง เพื่อให้ผู้ถือหนังสือเดินทางมีความคุ้นเคยกับการใช้หนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์และระบบตรวจคนเข้าเมืองอัตโนมัติ
    6. ในกรณีจำเป็น สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นรับแทนหรือให้จัดส่งทางไปรษณีย์ (EMS)

บุคคลบรรลุนิติภาวะ

เอกสารประกอบการขอหนังสือเดินทางธรรมดาของบุคคลบรรลุนิติภาวะ

    1. บัตรประจำตัวประชาชนที่ยังมีอายุใช้งาน หรือ บัตรข้าราชการ หรือ บัตรประจำตัวที่ใช้แทนตามกฎกระทรวงมหาดไทยฉบับจริง (ในกรณีที่เป็นบัตรข้าราชการให้นำสำเนาทะเบียนบ้านมาด้วย)
    2. หากมีรายการแก้ไขชื่อสกุล หรือวันเดือนปีเกิด ฯลฯ ซึ่งไม่ตรงกับบัตรประชาชนให้นำหลักฐานการแก้ไขที่เกี่ยวข้องมาแสดงด้วย

ค่าธรรมเนียม

  • การทำหนังสือเดินทางใหม่เสียค่าธรรมเนียม 1,000 บาท

ผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปี

ระเบียบการขอหนังสือเดินทางของผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปี ผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปี

ต้องนำสูติบัตรฉบับจริง หากเป็นสำเนาต้องได้รับการรับรองสำเนาถูกต้องจาก อำเภอ/เขตมาแสดงพร้อมผู้มีอำนาจปกครอง หากผู้มีอำนาจปกครองไม่สามารถมาดำเนินการได้ สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นมาดำเนินการแทนได้โดยต้องมีหนังสือมอบอำนาจและหนังสือยินยอมให้ผู้เยาว์เดินทางไปต่างประเทศพร้อมทั้งบัตรประจำตัวประชาชนของบิดามารดาและ/หรือผู้มีอำนาจปกครองฉบับจริงมาแสดง ทั้งนี้หนังสือมอบอำนาจและหนังสือยินยอมให้ผู้เยาว์เดินทางไปต่างประเทศต้องผ่านการรับรองจากอำเภอ/เขต
***อันนี้สำคัญนะครับ หากไม่เตรียมไปจะทำไม่ได้นะครับ เพราะเป็นไปตามกฏหมาย ที่ว่าด้วยการยินยอมของผู้ปกครอง ซึ่งอาจจะมีหลายกรณี เช่น พ่อแม่หย่าร้าง หรือเด็กบุญธรรม หรือเด็กไม่ได้อยู่กับพ่อแม่บังเกิดเกล้า หรือเด็กอยู่กับพ่อ หรือแม่ฝ่ายเดียว *** บอกเลยว่าต้องมีหนังสือรับรองจากเขต/อำเภอ มาด้วย***

เอกสารประกอบการขอหนังสือเดินทางธรรมดาของผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปี

    1. สูติบัตรฉบับจริง หากเป็นสำเนาสูติบัตรต้องได้รับการรับรองจากอำเภอ/เขต
    2. บิดาและมารดา หรือผู้มีอำนาจปกครองนำบัตรประชาชนฉบับจริงมาลงนามต่อหน้าเจ้าหน้าที่ บัตรประจำตัวประชาชนที่ยังมีอายุใช้งาน หรือ บัตรที่ใช้แทนได้ตามกฎกระทรวงมหาดไทย ของบิดา มารดา หรือผู้มีอำนาจปกครองฉบับจริง หากชื่อนามสกุลบิดา มารดาในสูติบัตรไม่ตรงกับบัตรประจำตัวประชาชน ให้นำหลักฐานการเปลี่ยนชื่อ หรือ นามสกุลที่เป็นต้นฉบับมาแสดงด้วย ในกรณีที่มารดาหย่า และจดทะเบียนสมรสใหม่ และใช้นามสกุลใหม่ตามสามีให้นำหลักฐานการหย่าและการสมรสที่เป็นต้นฉบับมาแสดงด้วย
    3. หนังสือยินยอมให้ผู้เยาว์เดินทางไปต่างประเทศและบัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริงของบิดามารดาที่ไม่มา ในกรณีที่บิดา/มารดาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่สามารถมาแสดงตัวได้ **หนังสือยินยอมของบิดา/มารดา ต้องผ่านการรับรองจากอำเภอ/เขต (ผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปี ต้องมีบิดาหรือมารดา คนใดคนหนึ่งมาแสดงตัวให้ความยินยอม)
    4. เอกสารอื่น ๆ ที่จำเป็น อาทิ หลักฐานใบเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุล เอกสารหลักฐานการรับรอง บุตรหรือรับบุตรบุญธรรม บันทึกการหย่า ซึ่งมีข้อความระบุให้บุตรอยู่ในความดูแลของบิดา หรือมารดา เป็นต้น
    5. กรณีบิดา มารดาผู้เยาว์เสียชีวิต / บิดาหรือมารดาผู้เยาว์เป็นชาวต่างชาติมิได้จดทะเบียนสมรสและ ไม่สามารถตามหาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาให้ความยินยอมได้ /บิดามารดามิได้จดทะเบียนสมรสแต่บุตรอยู่ในความดูแลของบิดาฝ่ายเดียวมาตลอด และไม่สามารถตามหามารดาได้ ให้นำคำสั่งศาลซึ่งระบุชื่อผู้มีอำนาจปกครอง พร้อมบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีอำนาจปกครองมาแสดง

ค่าธรรมเนียม

  • การทำหนังสือเดินทางใหม่เสียค่าธรรมเนียม 1,000 บาท

ผู้เยาว์อายุระหว่าง 15 ปีขึ้นไปแต่ยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์

ผู้เยาว์ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปแต่ยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ ที่ทำบัตรประชาชนแล้วสามารถติดต่อขอทำ หนังสือเดินทางด้วยตนเอง โดยมีหนังสือยินยอมของบิดาและมารดา หรือ ผู้มีอำนาจปกครองที่ยินยอมให้ผู้เยาว์เดินทางไปต่างประเทศที่ผ่านการรับรองจากอำเภอ/เขตมาแสดงประกอบการยื่นคำร้อง หากไม่มีหนังสือยินยอม บิดาและมารดาหรือผู้มีอำนาจปกครองผู้เยาว์ต้องมาลงนามต่อหน้าเจ้าหน้าที่ในวันที่ยื่นคำร้อง (หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาไม่ได้ ให้มาลงนามในวันรับเล่ม) หรือ มีหนังสือยินยอม จากฝ่ายที่มาไม่ได้มาแสดง เอกสารที่นำมายื่นขอหนังสือเดินทางต้องเป็นต้นฉบับหากเป็นสำเนาต้องผ่านการรับรองสำเนาถูกต้อง จากหน่วยงานที่ออกเอกสารดังกล่าวเท่านั้น

 

***อันนี้สำคัญนะครับ หากไม่เตรียมไปจะทำไม่ได้นะครับ เพราะเป็นไปตามกฏหมาย ที่ว่าด้วยการยินยอมของผู้ปกครอง ซึ่งอาจจะมีหลายกรณี เช่น พ่อแม่หย่าร้าง หรือเด็กบุญธรรม หรือเด็กไม่ได้อยู่กับพ่อแม่บังเกิดเกล้า หรือเด็กอยู่กับพ่อ หรือแม่ฝ่ายเดียว *** บอกเลยว่าต้องมีหนังสือรับรองจากเขต/อำเภอ มาด้วย***

 

เอกสารประกอบการขอหนังสือเดินทางธรรมดาของผู้เยาว์ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป แต่ยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์

    1. บัตรประจำตัวประชาชนที่ยังมีอายุใช้งาน หรือ บัตรประจำตัวที่ใช้แทนตามกฎกระทรวง มหาดไทย
    2. หนังสือยินยอมให้ผู้เยาว์เดินทางไปต่างประเทศที่ผ่านการรับรองจากอำเภอ/เขต และบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ปกครอง พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง
    3. เอกสารอื่น ๆ ที่จำเป็น อาทิ หลักฐานใบเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุล เอกสารหลักฐานการรับรองบุตรหรือรับบุตรบุญธรรมใบ สำคัญการสมรส ทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่า ทะเบียนบ้าน คำสั่งศาลกรณีระบุผู้มีอำนาจปกครองแทนบิดามารดา เป็นต้น

ค่าธรรมเนียม

  • การทำหนังสือเดินทางเสียค่าธรรมเนียม 1,000 บาท

ความหมายของผู้มีอำนาจปกครอง

กรณีบิดาและมารดาจดทะเบียนสมรสบิดาและมารดาต้องมาลงนาม(ต่อหน้าเจ้าหน้าที่)ในคำร้องขอหนังสือเดินทางทั้งสองฝ่ายหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่สะดวกมาลงนามในวันที่ผู้เยาว์ยื่นคำร้องให้มาลงนามในวันรับเล่มได้ หรือทำหนังสือยินยอมให้ผู้เยาว์เดินทางไปต่างประเทศ ผ่านอำเภอ/เขต พร้อมบัตรประชาชนที่มีอายุใช้งานบิดา มารดาตัวจริง

    1. กรณีที่ผู้มีอำนาจปกครองอยู่ในต่างประเทศ ให้ทำหนังสือยินยอมให้ผู้เยาว์เดินทางไปต่างประเทศ ผ่านสถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลไทยในประเทศที่พำนักอยู่ หากผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปี และผู้ปกครองไม่สามารถมาดำเนินการด้วยตนเองและประสงค์จะมอบอำนาจให้ผู้อื่นมาดำเนินการแทน ต้องมีหนังสือมอบอำนาจ และหนังสือยินยอมให้ผู้เยาว์เดินทางไปต่างประเทศ โดยหนังสือทั้ง 2 ฉบับ ต้องผ่านการรับรองจาก สอท./สกญ. (สถานทูต/สถานกงสุล) กรณีบิดามารดาหย่าตามกฎหมาย ให้ผู้มีอำนาจปกครองผู้เยาว์ตามที่ระบุในบันทึกการหย่าเป็นผู้ลงนามพร้อมแสดงทะเบียนหย่า และบันทึกการหย่า
    2. ผู้เยาว์ที่เกิดจากบิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรส มารดาสามารถลงนามได้ฝ่ายเดียว โดยให้ทำ บันทึกคำให้การจากอำเภอ/เขตยืนยันว่าไม่ได้จดทะเบียนสมรสพร้อมแสดงหลักฐานบัตรประจำตัวประชาชนที่มีอายุใช้งานเป็น “นางสาว” ต่อเจ้าหน้าที่รับคำร้อง
    3. มารดาผู้เยาว์ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสแต่ใช้คำนำหน้า “นาง” สามารถลงนามได้ฝ่ายเดียว โดย นำหนังสือรับรองการอุปการะบุตรแต่เพียงผู้เดียวจากอำเภอ/เขต มาแสดง
    4. ผู้เยาว์เกิดจากบิดามารดาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน มารดาต้องมาลงนามให้ความยินยอม บิดา ไม่สามารถลงนามยินยอมให้ผู้เยาว์เพียงฝ่ายเดียวได้ เว้นแต่ว่ามีคำสั่งศาลมาแสดงว่าศาลให้บิดาเป็นผู้อุปการะผู้เยาว์แต่ผู้เดียว
    5. บิดามารดาผู้ให้กำเนิดผู้เยาว์ที่ได้ยกผู้เยาว์ให้เป็นบุตรบุญธรรมของผู้อื่นแล้ว ไม่สามารถลงนาม แทนบิดามารดาบุญธรรมได้ต้องให้บิดา มารดาบุญธรรมเป็นผู้ลงนาม
    6. เอกสารที่นำมายื่นขอหนังสือเดินทางต้องเป็นต้นฉบับหากเป็นสำเนาต้องได้รับการรับรองสำเนา ถูกต้องจากหน่วยงานที่ออกเอกสารดังกล่าวเท่านั้น

ข้อควรปฏิบัติในวันมายื่นคำร้อง

กรณีบิดาและมารดาจดทะเบียนสมรส บิดาและมารดาต้องมาลงนาม(ต่อหน้าเจ้าหน้าที่)ในคำร้องขอหนังสือเดินทางทั้งสองฝ่าย หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่สะดวกมาลงนามในวันที่ผู้เยาว์ยื่นคำร้อง ให้มาลงนามในวันรับเล่มได้ หรือทำหนังสือยินยอมให้ผู้เยาว์เดินทางไปต่างประเทศ ผ่านอำเภอ/เขต พร้อมบัตรประชาชนที่มีอายุใช้งานบิดา มารดาตัวจริง

 

คลิกขยายดูในต่างจังหวัดได้ทั่วประเทศ

แผนที่สำนักงานกองหนังสือเดินทาง ทั่วประเทศ

 

บทความที่คนให้ความสนใจติดตามมากที่สุด

1.หนังสือเดินทาง หรือพาสปอร์ต(Passport)ทำได้ง่ายๆ
2.ซื้อทัวร์ มีเคล็ดลับ อย่างรู้ทันเกมส์ขายปัจจุบัน
3.การทำวีซ่า
4.การจัดกระเป๋าเดินทาง
5.เสื้อผ้าสำหรับไปเที่ยว
6.เคาน์เตอร์เช็คอินสนามบินสุวรรณภูมิ
7.การนั่งเครื่องบิน
8.การผ่าน ตม. ปลายทาง
9. การผ่านศุลกากร
10.การใช้ โทรศัพท์ sim card wifi
11.การนั่งรถไฟท่องเที่ยว
12.การนั่งรถบัสทัวร์
13. อาหารพื้นถิ่น ที่ต้องลอง
14. ของซื้อ ของขาย
16.การใช้โรงแรมในต่างประเทศ
17. การทานอาหารเช้าใน รร
18. หนังสือเดินทางหายในต่างประเทศทำอย่างไร
19.ของหายระหว่างเที่ยว
20.ป่วยระหว่างเที่ยว
21.วิธีแลกเปลี่ยนเงิน
22.วิธีเคลม duty free tax
23.ซื้อของ outlet
24.พกยา พกของกิน ไปเที่ยว
25.ไปเที่ยวต้องใช้ wheelchair
26.การให้ ทิป
27. อะไรควรทำ และไม่ควรทำ เมื่อมาเที่ยวประเทศนี้
28.เทคนิคถ่ายรูปท่องเที่ยวให้สวย
29.App มือถืออะไรที่ขาดไม่ได้สำหรับท่องเที่ยว
30.กลยุทธ ของมิจฌาชีพ ในต่างปรเทศ

 

 

Leave a Reply

เกี่ยวกับเรา

บ.ฮอลิเดย์ไลฟ์ แทรเวล แอนด์ ทัวร์ จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 ให้บริการเดินทางครบวงจร ทั้งใน และต่างประเทศ

ความเห็นล่าสุด

    Tag Cloud

    Aple Di Siusi Article BERCHTERGADEN Building Constructions EAGLE NEST Grossglockner High Alpine Road Industry Metal Mining Nature News Oil Polymer ROTHORN SCHILTHORN กรอสส์กลอคเนอร์ กรินเดลวาลด์ การจัดกระเป๋าเดินทาง ขึ้นเครื่องสนามบินดอนเมือง คอร์ติน่า ดอมปาสโซ่ คิทช์บือเฮล ถนนลอยฟ้าบนเทือกเขาแอลป์ ถนนลอยฟ้าสูงที่สุดในออสเตรีย ทะเลสาบ Braies ทะเลสาบกษัตริย์ ทะเลสาบเคอนิชส์เซ ทัวร์สาธารณรัฐเชคฯ ยอดเขาชิลธอร์น ยอดเขาโรธอน วิธีจัดกระเป๋าเดินทาง สนามบินดอนเมือง หมู่บ้าน มูร์เรน อีเกิลเนสท์ เคล็ดลับจัดกระเป๋าเดินทาง เบคเทสกาเดน เซนต์อันตัน ออสเตรีย เทคนิคจัดกระเป๋าเดินทาง เที่ยวหมู่บ้านเล็ก เทือกเขาแอลป์ เทือกเขาโดโลไมท์ เมืองเลค ออสเตรีย แบร์ชเทิสกาเดิน โบลซาโน่
    %d bloggers like this: